จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

ความเป็นมาของวิชาเศษฐศาสตร์ในประเทศไทย

        ตามหลักฐานในหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชตอนหนึ่ง กล่าวไว้ว่า เมืองสุโขทัยนี้ดีในน้ำมีปลาในนามีข้าว เจ้าเมืองบ่เอากอบในไพร่ลู่ทาง เพื่อนจูงวัวไปค้าขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าเงินค้าทองค้า…… ซึ่งสรุปได้ความว่า เมืองสุโขทัยในสมัยพระเจ้ารามคำแหงมหาราชนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ ในแม่น้ำ ลำคลองก็มีปลา ในท้องทุ่งนาก็มีข้าวเขียวชอุ่ม ประชาชนทำการค้าโดยเสรีและไม่มีการเก็บภาษีอากรด้วย นอกจากนี้ยังทำการค้ากับประเทศจีน ต่อมาในสมัยอยุธยาและสมัย รัตนโกสินทร์ตอนต้น ประเทศไทยได้มีการค้ากับต่างประเทศ ได้เริ่มรับเอาวิทยาการทางเศรษฐศาสตร์เข้ามาจากต่างประเทศ เกี่ยวกับการคลัง การเงินและการธนาคาร ตลาดจน การค้า แต่ยังมิได้รวบรวมไว้เป็นหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องแน่นอน จนกระทั่ง พ.ศ. 2454 พระยาสุริยานุวัตรได้พิมพ์หนังสือเศรษฐศาสตร์เล่มแรกของไทยขึ้นชื่อ “ทรัพยศาสตร์” แต่ได้ถูกรัฐบาลสมัยนั้นขอร้องมิให้นำออกเผยแพร่ จนกระทั่งในสมัยหลังการเปลี่ยนแปลง การปกครองจึงได้นำออกมาพิมพ์ขึ้นใหม่ มีชื่อว่า “เศรษฐศาสตร์วิทยาภาคต้น เล่ม 1” มีเนื้อหาสาระว่าด้วย การสร้างทรัพย์ การแบ่งปันทรัพย์หรือการกระจายรายได้ 
             ในปี พ.ศ.2459 กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (น.ม.ส.) ได้พิมพ์หนังสือ “ตลาดเงินตรา” (Money Market) แต่การศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ในสมัยนั้นยังไม่จริงจังและแพร่หลาย จนกระทั่งได้มีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2477 การศึกษาวิชานี้จึงเริ่มแพร่หลาย มีผู้แปลหนังสือ “The Principle of Political Economy” ของศาสตราจารย์ ชาร์ล จีด (Charle Gide)   เป็นภาษาไทยและได้พิมพ์ออกจำหน่ายในกลางปี พ.ศ. 2479 ในระยะเวลาเดียวกันคุณพระสารสาส์นพลขันธ์ ได้เขียนตำราเศรษฐศาสตร์ขึ้น 2 เล่ม คือ เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยกิจการค้า และ เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการเงิน ซึ่งได้จัดพิมพ์ขึ้นในปี พ.ศ. 2480 และ 2481 ตามลำดับโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะกระตุ้นให้ประชากรไทยตื่นตัวในการทำการค้า
              การศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ได้หยุดชะงักไปชั่วคราวเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง โดยภายหลังสงครามโลกสงบลง ในวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2492 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการเมืองได้จัดการศึกษาออกเป็น 4 คณะ ได้แก่ คณะนิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี นับจากนั้นมาการศึกษาเศรษฐศาสตร์ ได้แพร่หลายและพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างมาก ในสมัยของศาสตราจารย์ ป๋วย อึ้งภากรณ์ ผู้มีส่วนสำคัญในการปฏิรูปการสอน และการศึกษา วิชาเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทย ปัจจุบันจึงได้มีการศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์กันอย่างแพร่หลาย ในสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั้งในระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท และระดับปริญญาเอก รวมทั้งได้ขยายออกไปสู่ระดับต่ำกว่าปริญญาตรีด้วย



ที่มา  http://www.learners.in.th

ความเป็นมาของวิชาเศรษฐศาสตร์โลก

         ถ้าจะกล่าวถึงคำว่าวิชาเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบันนี้คงจะไม่มีใครที่บอกว่าไม่เคยได้ยินคำว่าวิชาเศรษฐศาสตร์ แต่ถ้าจะถามกลับไปว่าแล้วเศรษฐศาสตร์นั้นมีประวัติความเป็นมาอย่างไร คำถามนี้ถ้าหากไม่ใช่ผู้ที่สนใจจริงๆ แล้วก็อาจจะตอบไม่ได้ ซึ่งวิชาเศรษฐศาสตร์เมื่อเปรียบเทียบกับ วิชา รัฐศาสตร์ หรือปรัชญา นั้นจัดได้ว่าเป็นวิชาที่ค่อนข้างใหม่ ซึ่งผู้ที่ถูกจัดให้เป็นบิดาของวิชานี้ก็คือ อดัม สมิธ (Adam Smithค.ศ.1723-1790) โดยท่านผู้นี้ได้แต่ตำราทางด้านเศรษฐศาสร์ที่จัดได้ว่าเป็นตำราทางเศรษฐศาสตร์ฉบับแรกของโลก ตำรานี้มีชื่อว่า "An Inquiry into the Nature and Causes of the Wealth of Nations" ซึ่งมีเนื้อหาในบางตอนกล่าวถึงในเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจ ในเรื่องของมูลค่า (Value) ในทางเศรษฐทรัพย์ต่างๆ การค้าระหว่างประเทศ การคลังสาธารณะ รวมไปถึงการเก็บภาษีอากร
            คำว่าเศรษฐศาสตร์นั้นเป็นคำมาจากภาษากรีก คำคือ Oikos ซึ่งแปลว่าบ้าน หรือครอบครัว และคำว่าNomos ซึ่งแปลว่ากฎระเบียบ ดังนั้นคำว่าเศรษฐศาสตร์ในความหมายแบบดั้งเดิมจึงแปลว่าการจัดระเบียบในบ้าน หรือครอบครัว แต่ในนิยามที่เรามักจะใช้กันอยู่ทั่วไปคือคำว่าเศรษฐศาสตร์ (Economics) มีความหมายว่า เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับทรัพยากรทั่วไปที่มนุษย์นำมาใช้ในการบริโภค (Consumption) โดยเป็นการนำเอาทรัพยากรที่มีอยู่ทั่วไปมาใช้ในการบริโภค ซึ่งในปัจจุบันทรัพยากรที่มีอยู่นั้นนับวันจะลดลงเรื่อยๆ จึงทำให้มีการพัฒนาวิธีการจัดการ หรือจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่มีอยู่อย่างไม่จำกัดให้ได้มากที่สุด โดยสรุปแล้วนั้นก็ยังคงไม่มีผู้ใดที่สามารถให้ความหมายของคำว่าเศรษฐศาสตร์ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งคำว่าเศรษฐศาสตร์ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้วนั้นจะมีความหมายที่แตกต่างจากคำว่าเศรษฐกิจ เพราะเศรษฐศาสตร์นั้นมีความหมายถึงการจัดสรรทรัพยากร แต่คำว่าเศรษฐกิจ(Economy)นั้นหมายถึงการจัดการครอบครัว หรือการดำรงชีพของประชาชนในชุมชน และสังคมนั้นๆ


ที่มา  http://www.learners.in.th

ความเป็นมาของเศรษฐศาสตร์

           ความหมายของเศรษฐศาสตร์
เศรษฐศาสตร์หมายถึงวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรที่มี อยู่อย่างจำกัด เพื่อตอบสนองความต้องการต่างๆ ของมนุษย์ที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด
ที่มาของเศรษฐศาสตร์
1. บิดาแห่งวิชาเศรษฐศาสตร์ คือ อาดัม สมิธ (Adam Smith) ชาวสก๊อตแลนด์ ผู้เขียนหนังสือ  "The Wealth of Nations"  แล ะเสนอนโยบายเสรีนิยม(Laissezfaire) รัฐบาลควรเข้ามาแทรกแซง ระบบเศรษฐศาสตร์ให้น้อยที่สุด

            2. บิดาแห่งวิชาเศรษฐศาสตร์มหาภาค คือ จอห์น เมนาร์ด เคนส์  (John maynard Keynes)   ผู้เขียนหนังสือ   "The General Theory of Employment, Interest and Money"  และเสนอแนวคิดที่ว่า รัฐบาลควรเข้ามาแทรกแซง ระบบเศรษฐศาสตร์มากขึ้น

ที่มา http://www.learners.in.th

วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

Krugman กับวิกฤติแห่งเอเซีย

นักเศรษฐศาสตร์เคราดกเจ้าของรางวัล John Bates Clark (รางวัลนี้จะถูกมอบให้กับนักเศรษฐศาสตร์อายุต่ำกว่า 40 ปีที่มีผลงานวิชาการดีเด่น โดยจะมีการคัดเลือกผู้สมควรได้รับรางวัลทุกๆสองปี) จากผลงานการรังสรรค์ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเงินและการค้าระหว่างประเทศ กำลังจะมาแสดงวิสัยทัศน์ให้กับนักธุรกิจ นักบริหารและคนในวงการการเงิน ด้วยสนนราคาค่าเข้าฟังที่แพงกว่าบัตรคอนเสิร์ตศิลปินระดับโลกที่หลายค่ายนำเข้ามาแสดงในบ้านเมืองเรานับสิบเท่า

ชื่อเสียงของครุกแมนขายได้ในภูมิภาคนี้เพราะเหตุที่เขาเคยเขียนบทความแหกกระแสเรื่อง The Myth of Asian's Miracle ในวารสาร Foreign Affairs เมื่อปี 1994

ในบทความนั้นครุกแมนได้เริ่มต้นด้วยการเปรียบเทียบการขยายตัวแบบก้าวกระโดดของเศรษฐกิจเอเซียตะวันออกกับเศรษฐกิจของสหภาพโซเวียตในอดีต

กาลครั้งหนึ่ง...กูรูเศรษฐกิจในโลกตะวันตกต่างเคยพากันตื่นตระหนกกับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจสหภาพโซเวียต และต่างเชื่อกันว่าอีกไม่นานเท่าไหร่ เศรษฐกิจของสหภาพโซเวียตที่เติบโตอย่างรวดเร็วก็จะสามารถแซงเศรษฐกิจสหรัฐฯไปได้ ทว่าเหตุการณ์กลับมิได้เป็นไปดังที่เหล่ากูรูเศรษฐกิจพยากรณ์ไว้ ประเทศสหรัฐฯยังคงรักษาความเป็นหนึ่งในด้านเศรษฐกิจไว้ได้อย่างมั่นคง ในขณะที่สหภาพโซเวียตกลับแตกออกเป็นเสี่ยงๆ และมิหนำซ้ำความเป็นชาติมหาอำนาจยังถูกลดระดับลงไปกว่ายุคสมัยอดีต

ครุกแมนโยงปรากฎการณ์นี้เข้ากับภาพเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเซียตะวันออกในช่วงต้นทศวรรษที่ 90 ที่หลายประเทศในภูมิภาคนี้ต่างขยายตัวในอัตราที่สูงอย่างเฉียบพลัน และรักษาระดับอัตราการขยายตัวสูงไว้ได้อย่างต่อเนื่อง จนถูกเรียกขานปรากฎการณ์นี้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งเอเซีย

เนื้อความเชิงเปรียบเทียบของพอล ครุกแมนนี้มิใช่แค่การเชื่อมโยงสองปรากฎการณ์ที่ไม่เคยมีใครริจะคิดนำมาประกอบการวิเคราะห์ แต่เขายังสร้างการอนุมานต่อไปด้วยว่า เศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเซียนี้จะประสบชะตากรรมเดียวกันกับเศรษฐกิจของสหภาพโซเวียตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย

เพียงบทความนี้บทความเดียว พอล ครุกแมนได้ทิ้งบอมบ์ลงกลางงานเลี้ยงฉลองที่ทุกๆฝ่ายกำลังชื่นมื่นกับความสำเร็จของประเทศในภูมิภาคนี้ และในขณะเดียวกันเขาได้สร้างความโกรธแค้นเกลียดชังให้กับหลายๆคนในภาคพื้นทวีปนี้ด้วย

แต่เมื่อวิกฤติเศรษฐกิจแห่งเอเซียอุบัติขึ้นในปี 1997 ทุกคนกลับหันมามองพอล ครุกแมนใหม่ ด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยศรัทธาและความนับถือคารวะ ในฐานะกูรูตัวจริง ที่สามารถหยั่งรู้ได้ถึงหายนะทางเศรษฐกิจล่วงหน้าถึงสามปี

ในงานเขียนชิ้นนี้ พอล ครุกแมนมองภาพเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียผ่านเลนส์ของนักวิชาการที่ยึดมั่นในทฤษฎีกระแสหลัก และทำการวิพากษ์ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นตามกรอบของทฤษฎีเศรษฐศาตร์ว่าด้วยการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

ด้วยกรอบทฤษฎีดังกล่าว ตรุกแมนทำการจำแนกแยกส่วนเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือที่วัดอย่างเป็นรูปธรรมด้วยอัตราการเพิ่มของผลผลิตต่อหัว การจำแนกเหตุปัจจัยออกมาเป็นส่วนนี้เรียกว่าการทำ Growth Accounting ซึ่งตามกระบวนการนี้ อัตราการขยายตัวของผลผลิตต่อหัวนั้น จะมาจากเหตุปัจจัยหลักๆ สองประการ คือ หนึ่งเกิดจากการที่ประเทศมีการใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆเพิ่มในอัตราที่สูงขึ้น และสองเกิดจากการที่ประเทศนั้นมีประสิทธิภาพในการผลิตเพิ่มสูงขึ้น

ครุกแมนชี้ให้เห็นว่าทั้งสหภาพโซเวียต และประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ต่างเร่งสั่งสมกำลังการผลิต และขยายการว่าจ้างปัจจัยการผลิตแทบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะของการระดมจ้างแรงงานเข้าสู่กระบวนการผลิต หรือการเร่งติดตั้งเครื่องมือเครื่องจักรที่ใช้ประกอบการผลิต

การว่าจ้างปัจจัยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผลผลิตต่อหัวมีการเพิ่มในอัตราเร่งด้วยเช่นกัน ครุกแมนชี้ต่อไปว่าการสั่งสมทุนกายภาพ หรือการเพิ่มการใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ เพื่อขยายกำลังการผลิตนี้ไม่สามารถทำได้ตลอดไป เพราะเมื่อขอบเขตของการขยายตัวถึงขีดจำกัดแล้ว เพราะว่าไม่อาจรีดเงินออมมาไฟแนนซ์การลงทุนได้อีก หรือไม่สามารถผลักดันแรงงานใหม่ๆเข้าสู่กระบวนการผลิตได้ต่อไป เหตุปัจจัยส่วนแรกนี้จึงไม่สามารถทำหน้าที่หัวรถจักรฉุดลากให้เศรษฐกิจเติบโตในอัตราสูงอย่างต่อเนื่องได้ตลอดไป

ครุกแมนนำงานศึกษาของ อัลวิน ยังก์ (Alwyn Young) มาเสริมข้อสรุปของเขา ยังก์ใช้ Growth Accounting ทำการแยกแยะส่วนของอัตราการเพิ่มในผลผลิตต่อหัวที่เกิดจากการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต(เหตุปัจจัยที่สอง)ของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ในภูมิภาคเอเชีย (Asian NICs) เทียบกับประเทศอื่นๆในโลก ซึ่งเขาพบว่าการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตที่เกิดขึ้นในกลุ่ม Asian NICs นี้มิได้มีความแตกต่างไปจากอัตราที่พบในประเทศอื่นๆแต่อย่างใด ข้อค้นพบนี้ตอกย้ำข้อสรุปของครุกแมนในส่วนแรกว่า สิ่งที่เรียกขานกันว่า Asian's Miracle นั้นแท้ที่จริง มิได้มีอะไรที่ลึกลับเป็นปริศนาแต่อย่างใด หากแต่เป็นเพียงความสัมพันธ์ทางการผลิตอย่างง่ายๆเท่านั้นเอง ไม่ว่าระบบเศรษฐกิจใดก็ตามที่ทำการเพิ่มการใช้ปัจจัยการผลิตในอัตราเร่ง เศรษฐกิจนั้นย่อมมีอัตราการขยายตัวในผลผลิตแบบก้าวกระโดดได้ไม่ยากเย็นเลย

ดังนั้นในระยะยาวแล้ว เราอย่าได้คาดหวังเลยว่า เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกจะโตในอัตราร้อยละสิบต่อปีตลอดไป ในระยะยาวนั้น เศรษฐกิจในภูมิภาคนี้จะไม่โตเร็วไปกว่าเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างประเทศสหรัฐฯอีกด้วย

นี่คือเนื้อหาสำคัญของบทความที่นำทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมาวิเคราะห์ข้อมูล และสร้างข้อสรุปได้อย่างงดงาม เหตุผลและข้อโต้แย้งถูกนำเสนอด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เนียน เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับนักเศรษฐศาสตร์ทุกคนที่คิดจะวิจารณ์ภาวะเศรษฐกิจ

และเนื้อความที่ได้สรุปไว้นี้ มิได้มีส่วนหนึ่งส่วนใดที่กล่าวทำนายถึงการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจแห่งภูมิภาคเอเชียแม้แต่น้อย ย้ำกันอีกครั้ง พอล ครุกแมนไม่เคยพยากรณ์ถึงวิกฤติเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ไว้ในบทความของเขา ยิ่งไปกว่านั้นประเทศสิงคโปร์ ซึ่งถูกครุกแมนวิพากษ์วิจารณ์หนัก (จนอาจจัดผู้นำประเทศนี้ได้ว่าเป็น “คู่กรณี” ของครุกแมน) ก็มิได้ประสบวิกฤติทางเศรษฐกิจในปี 1997 แต่อย่างใด

ในบทความปี 1994 นั้น พอล ครุกแมนเพียงพูดถึงการชะลอตัวของผลผลิตต่อหัวที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวเท่านั้น (ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ต่างทราบกันดีว่าจุดเวลาที่ทฤษฎีการขยายตัวทางเศรษฐกิจเรียกว่า ระยะยาวนั้น มันอาจยาวนานเกินกว่าช่วงอายุคนๆหนึ่ง) ซึ่งตามทฤษฎีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่นำมาใช้วิเคราะห์นั้น พิจารณาเพียงกลุ่มตัวแปรทางด้านการผลิตเพียงซีกเดียว มิได้มีตัวแปรทางการเงิน ระบบธนาคาร หรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่เกาะกินสถาบันการเงินแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังไม่มีการพูดถึงระบบอัตราแลกเปลี่ยน หรือแง่มุมของปัญหาในมิติของการเงินระหว่างประเทศแม้แต่น้อย

ครุกแมนได้เขียนบทความภายหลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 1997 โดยพยายามอธิบายว่าวิกฤติเศรษฐกิจนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เขาเรียกแบบจำลองที่ "พอจะ" อธิบายวิกฤติครั้งนี้ได้ว่าเป็น แบบจำลองในเจเนอเรชั่นที่สาม (บทความนี้ปรากฎบทเว็บไซด์ของเขาในราวปี 1998) ต่อจากแบบจำลอง Balance of Payment Crisis ของเขา(รุ่นที่หนึ่ง) และแบบจำลองวิกฤติแนว Self-Fulfilling ของ Maurice Obstfeld (รุ่นที่สอง)

 แบบจำลองในรุ่นที่สามนี้ได้ให้ความสำคัญกับภาคการเงิน หรือระบบธนาคาร และผูกเรื่องเข้ากับวิกฤติเศรษฐกิจด้วยพฤติกรรมที่ฉกฉวยประโยชน์จากความไม่สมมาตรทางด้านข้อมูลสารสนเทศ หรือปัญหาที่เรียกว่า moral hazard และ adverse selection เรื่องราวเหล่านี้ไม่เคยปรากฎมาก่อนในบทความ Asian's Miracle ของครุกแมนแม้แต่น้อย และเหตุที่ได้รับผนวกเข้าในแบบจำลองวิกฤติรุ่นที่สามก็เพราะ ทุกๆฝ่ายได้ประจักษ์แล้วว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ปี 1997 นี้มีทั้งด้านของการสูญเสียเงินสำรองระหว่างประเทศ (ตามลักษณะของ Balance of Payment Crisis ทั่วๆไปที่มาจากการโจมตีค่าเงิน) และด้านของความเสียหายในระบบการเงิน (Financial Crisis)

(ครุกแมนแทรกมุขไว้ในบทความของเขาว่า “ทวิ”วิกฤติเศรษฐกิจในลักษณะนี้ ได้เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศ “MIT” อันประกอบด้วย Malaysia, Indonesia และ Thailand เพื่อให้พ้องกับชื่อย่อมหาวิทยาลัยที่เขาสังกัดอยู่ในขณะนั้น ซึ่งเป็นผลให้ต้องตัดประเทศเกาหลีใต้ออกไป หากพอล ครุกแมนได้มาเยือนประเทศไทยก่อนเขียนบทความนั้น เขาคงสามารถรวมประเทศเกาหลีเข้าไว้ด้วยได้ แล้วเรียงตัวอักษรนำหน้าประเทศเหล่านี้เป็น KMIT แทน MIT )

เรียกได้ว่าครุกแมนมาพูดถึงที่มาของวิกฤติก็เมื่อภายหลังจากเกิดวิกฤติไปแล้ว มิใช่ว่าเขาพยากรณ์วิกฤติได้ล่วงหน้าแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี ครุกแมนก็ไม่เคยคุยโม้โอ้อวดว่าตนเองเป็นผู้รู้เหตุการณ์ล่วงหน้า เขาเพียงเขียนตามที่เขาคิด และตามที่เขาวิเคราะห์ด้วยทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ..อย่างตรงไปตรงมา

..หากแต่เป็นฝ่ายสื่อเองต่างหากที่พากันยกย่องและประเคนตำแหน่งผู้หยั่งรู้ให้กับครุกแมน..และพลอยทำให้เขาอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับงานเผยแพร่เศรษฐศาสตร์สู่มวลชน แทนที่จะมุ่งพัฒนาค้นคิดทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ใหม่ๆเหมือนช่วงที่เขายังไม่เป็นที่รู้จักในภูมิภาคนี้

หลายคนคงฝากความหวังไว้กับปาฐกถาของครุกแมน ว่าจะสามารถฉายภาพเศรษฐกิจไทย และภูมิภาคเอเชียให้เห็นกันล่วงหน้าได้ ทั้งๆที่ครุกแมนเองมิได้เป็นผู้พยากรณ์วิกฤติเศรษฐกิจล่วงหน้า.. ไม่รู้ว่าจะโทษสื่อของเราดีหรือไม่ ที่ไม่สามารถเข้าถึงเนื้อหาเชิงทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ในบทความของครุกแมนอย่างแท้จริง หรือว่าต้องการเพียงเพื่อปั่นราคาครุกแมนให้สมกับค่าบัตรเข้าฟังกันแน่

ข้าวจะยาก หมากจะแพง

         ตลาดหุ้นทั่วภูมิภาค รวมทั้งตลาดหุ้นไทยเริ่มส่ออาการสลบไสลไปไหนกันไม่เป็นจนหมดแล้ว เหตุผลหลักๆ ก็เนื่องจากราคาน้ำมันนั่นแหละ ช่วงนี้ยังส่งผลให้ตลาดทองคำโลกเริ่มปั่นป่วนตามไปด้วยแล้ว ตอนนี้จึงอย่าแปลกใจกันไปเลยถ้าหากจะมีคนขายทั้งหุ้น ขายทั้งทองคำ แล้วเก็บเงินกันไว้เฉยๆ อาจจะเป็นสัญญาณของปรากฏการณ์ "เงินฝืด" ที่กำลังจะเกิดขึ้น และเมืองไทยก็อาจจะมีปรากฏการณ์ทั้ง "เงินเฟ้อ" และ "เงินฝืด" เกิดขึ้นพร้อมกันก็ได้ และถ้าหากเกิดขึ้นจริงก็ยากจะอธิบายกันได้ว่า "ข้าวจะยาก หมากจะแพง" ขึ้นไปอีกเท่าไหร่ กระซิบกันได้แต่เพียงว่า "เตรียมตัวเตรียมใจ" กันไว้แต่เนิ่นๆ กันเถอะครับวิกฤติการณ์ที่สืบเนื่องมาจากราคาน้ำมันเริ่มส่งผลกระทบแผ่ขยายเป็นวงกว้างไปแล้ว โดยเฉพาะสถานีบริการน้ำมัน หรือปั๊มน้ำมันนั่นแหละ เริ่มทยอยปิดตัวกันค่อนข้างมากแล้ว โดยเฉพาะตามต่างจังหวัด อีกไม่นานก็คงจะได้ข่าวสายการบินในประเทศบางแห่งต้องมีการหยุดบินกันบ้างแล้ว เหตุผลง่ายๆ ก็คือ "ขาดทุน" ไงเล่าครับ มีนักวิเคราะห์อาวุโสในแวดวงการเงินการธนาคารวิเคราะห์ไว้ว่า นี่คือสัญญาณเริ่มต้นของสงครามรูปแบบใหม่ ครั้งนี้เป็น "สงครามเศรษฐกิจ" ระหว่างชนชาติ ในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งมีอาวุธสำคัญคือน้ำมัน ทำสงครามกับชาติฝั่งตะวันตก ซึ่งมีสหรัฐอเมริกา และพันธมิตรอีก 4 - 5 ชาติ อาศัยจังหวะที่เศรษฐกิจในสหรัฐกำลังถดถอยและตกต่ำ อาศัยกลไกทางการตลาด ทางการค้าช่วยกัน "ปั่นราคาน้ำมัน" กันขึ้นไป บีบให้ผู้คนในชาติตะวันตกเดือดร้อน พากันขายทรัพย์สินที่มีอยู่ออกมาให้หมด ไม่ว่าราคาจะถูกแสนถูกเท่าใดก็ขาย ส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตัวการที่ทำให้เกิดความเดือดร้อนไปทั่วโลกก็คือ "ราคาน้ำมัน" ที่แพงแสนแพงนั่นเอง โดยยังไม่มีใครคาดเดาได้ว่าสงครามครั้งนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด แต่ที่ทุกคนควรรู้ในขณะนี้ก็คือ "ข้าวจะยาก หมากจะแพง" ยังไงเล่าครับ ขอย้ำอีกครั้ง เตรียมตัว เตรียมใจ กันไว้แต่เดี๋ยวนี้เสียเถอะครับ อย่างน้อยๆ เวลาได้รับผลกระทบจะได้ผ่อนจากหนักเป็นเบาในวงการค้าหุ้นช่วงนี้ก็อย่าแปลกใจไปเลยถ้าหากว่า ภายในระยะเวลา 2 - 3 สัปดาห์ หากมูลค่าการซื้อขายจะหดหายไปอย่างมาก ก็เพราะในสถานการณ์ "ข้าวยาก หมากแพง" แบบนี้นักลงทุน นักเก็งกำไรคงจะไม่มีกะจิตกะใจมาลงทุนกันเท่าไรนัก ยิ่งนักเก็งกำไรรายวันยิ่งไปกันใหญ่ พากันหลบไปดูบอลยูโรกันหมดแล้วครับ
เก็งกำไรทางเทคนิค STA แนวรับ 15.80 บาท แนวต้าน 17.00 บาท
LST แนวรับ 4.60, 4.80 บาท แนวต้าน 5.00, 5.30 บาท
ซื้อลงทุน ADVANC ราคาเป้าหมาย 110 - 120 บาท, BEC ราคาเป้าหมาย 33 บาท

อัตราดอกเบี้ยแท้จริงติดลบ

      ข้อความตอนหนึ่งในบทความของคุณ โสภณ องค์การณ์ ที่ตีพิมพ์ในเนชั่นสุดสัปดาห์ฉบับวันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม ช่วยเตือนความจำของผมเกี่ยวกับภาพเศรษฐกิจที่ใครคนหนึ่งเคยวาดฝันไว้ให้กับคนไทยสิบเอ็ดล้านคน เมื่อหลายปีก่อน มีใครคนหนึ่งเคยให้สัญญาไว้ว่า เศรษฐกิจไทยในศักราช “คิดใหม่ ทำใหม่” นั้น จะบันดาลให้เงินในกระเป๋าของคนไทยเพิ่มขึ้นทุกๆ 6 เดือน ผมเชื่อว่าสี่ปีที่ผ่านมานั้น เงินในกระเป๋าคนไทยคงเพิ่ีมขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อย มิเช่นนั้นแล้วลำพังเพียงวาทกรรมเชยๆอย่าง “สี่ปีซ่อม สี่ปีสร้าง” คงไม่ช่วยให้ใครคนนั้นหวนกลับมาใหญ่ได้อีกครั้งหรอก
แต่ทว่าภาวะเศรษฐกิจในตอนนี้กลับสวนทางกับคำมั่นสัญญานั้น เพราะไม่เพียงแต่เงินในกระเป๋าจะไม่เพิ่มในทุก 6 เดือนแล้ว ซ้ำร้ายกว่านั้น รายงานภาวะเงินเฟ้อที่ปรากฎในหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อสัปดาห์ก่อนยังฟ้องว่า เงินที่เราฝากไว้กับธนาคารกลับพาลหดหายไปอีกด้วย
อัตราเงินเฟ้อในเดือนเมษายนที่ผ่านมานั้นอยู่ที่ระดับร้อยละ 3.6 ต่อปี ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 14 วัน (ที่ถือเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย) ยืนอยู่ที่ระดับร้อยละ 2.25 ต่อปี เมื่อนำอัตราดอกเบี้ยมาลบออกด้วยอัตราเงินเฟ้อแล้ว จะพบว่าส่วนต่างมีค่าติดลบเท่ากับ ร้อยละ 1.35 ต่อปี นักเศรษฐศาสตร์เรียกอัตราดอกเบี้ยที่หักด้วยอัตราเงินเฟ้อนี้ว่า “อัตราดอกเบี้ยแท้จริง” หรือ Real Interest Rate ในภาวการณ์ขณะนี้ อัตราดอกเบี้ยแท้จริงในระบบธนาคารของไทยติดลบอยู่
อัตราดอกเบี้ยแท้จริงมีความหมายทางเศรษฐศาสตร์มากกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ประกาศกันตามธนาคารทั่วไป เพราะอัตราดอกเบี้ยแท้จริงบอกถึงกำลังซื้อของคนฝากเงิน ขอยกตัวอย่างประกอบเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นนะครับ สมมุติว่าเรามีเงินอยู่ 100 บาท ทางเลือกหนึ่งของการใช้เงินนี้ให้เกิดประโยชน์ คือเก็บออมเงินก้อนนี้ไว้สำหรับการใช้จ่ายในวันข้างหน้า ด้วยการเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคาร กำหนดให้ อัตราดอกเบี้ยสำหรับบัญชีเงินฝากที่ไถ่ถอนเมื่อครบกำหนดเวลา 12 เดือนเท่ากับ ร้อยละ 1 (ต่อปี)  ดังนั้นในหนึ่งปีถัดมา เราจะได้รับเงินทั้งต้นและดอก เท่ากับ 101 บาท
ในเวลาหนึ่งปีให้หลัง เงิน 101 บาท นี้จะมีอำนาจซื้อสินค้าและบริการเท่าใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่าระดับราคาสินค้าในขณะนั้น ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากวันนี้มากน้อยเพียงใด หากระดับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นมาก อำนาจซื้อของเงินในวันข้างหน้าก็จะลดน้อยลง
คำว่าระดับราคาสินค้าในที่นี้หมายถึงระดับราคาของกลุ่มสินค้าและบริการที่ประชาชนทั่วไปจับจ่ายซื้อเพื่อการบริโภค ตัววัดระดับราคาที่ว่านี้คือ ดัชนีราคาผู้บริโภค  (Consumer Price Index) และอัตราเพิ่มของดัชนีราคาผู้บริโภคนี้คืออัตราเงินเฟ้อ (Inflation Rate) นั่นเอง
หากอัตราเงินเฟ้อในช่วงเวลาเดียวกันนั้นอยู่ในอัตราร้อยละ 4 ต่อปี นั่นหมายความว่าเสื้อกล้ามที่เคยมีราคาตัวละ 50 บาทในปีนี้ จะมีราคาเพิ่มขึ้นเป็นตัวละ 52 บาทในปีหน้า ดังนั้นผู้ฝากเงิน 100 บาทไว้ในธนาคาร แล้วถอนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยออกมาเมื่อครบกำหนด จะพบว่าเงินที่เขามีในขณะนั้นไม่เพียงพอที่จะซื้อเสื้อกล้ามสองตัว  ทั้งๆที่ ณ วันนี้เงินในมือเขาจำนวน 100 บาทยังสามารถซื้อเสื้อกล้ามได้ถึงสองตัว
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสำหรับการฝากเงินนี้เท่ากับ -3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อที่หดหายไป เนื่องจากผู้ฝากเงินซื้อหาสินค้าและบริการได้ในจำนวนที่น้อยลงกว่าเมื่อตอนก่อนฝากเงิน
ภาวการณ์ปัจจุบันเป็นดังในตัวอย่างข้างต้นนี้ รายงานเงินเฟ้อที่ปรากฎในสัปดาห์ก่อน แสดงข้อมูลตัวเลขของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยแท้จริง ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2547 ถึงเดือนเมษายน 2548  ในรายงานนั้นชี้ถึงสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยแท้จริง มีค่าติดลบตลอดช่วงเวลาดังกล่าว  (แม้ว่าในรายงานนั้นจะไม่ได้กล่าวถึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารก็ตาม แต่ผู้ที่มีเงินฝากในบัญชีออมทรัพย์คงทราบดีว่า อัตราดอกเบี้ยเงินฝากขณะนี้ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย)
ตัวอย่างข้างต้นพอจะช่วยให้เห็นภาพได้ว่า  อัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่มีค่าติดลบนั้นจะมีผลเสียทางเศรษฐกิจได้อย่างไร สถานการณ์เช่นนี้ทำร้ายผู้ที่พึ่งพาระบบธนาคาร ในฐานะเป็นแหล่งออมเงินไว้สำหรับอนาคต กลุ่มคนที่ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ ย่อมต้องทนรับสภาพ และ ฝากเงินออมของตนไว้กับธนาคารต่อไป โดยจำก้มหน้ารับผลตอบแทนที่ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ  คนกลุ่มนี้มักเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และมีเงินออมไม่มากพอที่จะไปลงทุนในตราสารทางการเงินประเภทอื่นๆ
อัตราดอกเบี้ยแท้จริงติดลบนี้ยังมีผลต่อพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอย และการออมของครัวเรือนอีกด้วย เพราะเมื่อกำลังซื้อของเงินฝากลดถอยลง ครัวเรือนย่อมขาดแรงจูงใจที่จะเก็บหอมรอมริบไว้สำหรับวันข้างหน้า  รายได้ในปัจจุบันจึงถูกนำมาใช้จ่ายเพื่อการบริโภคเสียในวันนี้แทน      ดังนั้นเงินออมที่ครัวเรือนเก็บสำรองไว้เผื่อยามฉุกเฉินก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย      และเมื่อหันมาพิจารณา กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและมีปัญหาภาระหนี้สุมตัวอยู่ ด้วยแล้วนั้น เกรงว่า เงินออมสะสมที่ลดน้อยลงนี้ จะทำให้ครัวเรือนในกลุ่มนี้ไม่มีทรัพยากรที่พอเพียงจะรองรับความต้องการใช้จ่ายหากสถานะของครัวเรือนนั้นๆเผชิญกับความผันผวนที่รุนแรงขึ้น
เงินออมที่ลดลงและการเร่งใช้จ่ายในปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งในสภาพเศรษฐกิจที่อ่อนล้าเช่นนี้ เพราะ พฤติกรรมการใช้จ่ายที่มากเกินควรในปัจจุบันยังอาจเป็นตัวเร่งให้อุปสงค์มวลรวมมีมากเกินกว่าที่ภาคการผลิตจะตอบสนองได้ และสามารถเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้ระดับราคาและอัตราเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นไปอีกด้วยได้
นอกจากนี้ การที่ระบบธนาคารยังอาจประสบปัญหาการขาดแคลนเงินฝาก   อันเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของระบบ และ จะมีผลต่อเนื่องไปถึงด้านผู้ต้องการเงินทุนที่จะขอกู้เงินจากธนาคาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการรายย่อย หรือผู้กู้รายเล็กๆ เพราะธนาคารจำต้องทำการปันส่วนกองเงินทุนที่มีขนาดเล็กลงให้กับกลุ่มลูกค้าที่ธนาคารคิดว่ามีความเสี่ยงต่ำ และให้กับ กลุ่มธุรกิจรายใหญ่ที่มีสัมพันธ์กับธนาคารมายาวนานก่อน ซึ่งจะส่งผลให้ปัญหาเรื่องความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของวิสาหกิจขนาดย่อมจึงยิ่งเลวร้ายมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การเงินสมัยใหม่ของประเทศไทย จะพบว่า ประเทศไทยได้เคยประสบปัญหาอัตราดอกเบี้ยแท้จริงติดลบมาก่อนแล้ว ตั้งแต่เมื่อครั้งวิกฤติการณ์น้ำมันครั้งที่หนึ่ง(ช่วงต้นทศวรรษที่ 70)และครั้งที่สอง(ช่วงต่อระหว่างปลายทศวรรษที่ 70 และต้นทศวรรษที่ 80) ผลพวงของเหตุการณ์ ในครานั้นคือการก่อเกิด และแพร่ระบาดของธุรกิจเงินนอกระบบ หรือธุรกิจแชร์ลูกโช่
ธุรกิจเงินนอกระบบนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงเวลาดังกล่าว  เชื่อว่า ชื่อของแม่ชม้อย หรือแม่นกแก้วคงเตือนความทรงจำของคนรุ่นอายุ สี่สิบปีขึ้นไปได้เป็นอย่างดี ลูกค้าของธุรกิจประเภทนี้ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มประชาชนตั้งแต่ระดับชนชั้นกลางลงมา เพราะคนเหล่านี้กำลังมองหาทางเลือกให้กับเงินออมของพวกเขา ดังนั้น  เมื่อเจ้าของธุรกิจเงินนอกระบบโปรยคำชี้ชวนที่ช่วยให้พวกเขาอุ่นใจได้ถึงความมั่นคงของกองทุน พวกเขาจึงไม่รีรอที่จะนำเงินมาต่อแถวร่วมขบวน ทำให้สายโซ่ของวงแชร์ทอดยาวออกไปเป็นวงกว้าง
แม้ว่าหลายคนจะมองว่าวงแชร์ลูกโซ่จะสร้างความกินดีอยู่ดีให้กับผู้ออมเงิน แต่เงินทุนที่ธุรกิจนอกระบบนี้ได้ไป มิได้ถูกเคลื่อนย้ายไปสู่หน่วยผลิตที่ต้องการเงินทุนแต่อย่างใด ตรงกันข้ามธุรกิจเงินนอกระบบมักใช้เงินทุนที่ได้ไปในกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดการผลิตอันเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และมิได้ก่อใช้เงินทุนนั้นอย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควรด้วย
จะเห็นได้ว่าผลเสียทางเศรษฐกิจของภาวะอัตราดอกเบี้ยแท้จริงติดลบนั้นกินขอบเขตที่กว้างมาก ไล่ไปตั้งแต่ผู้ฝากเงินรายย่อย  วิสาหกิจขนาดย่อม ไปจนถึงกระบวนการจัดสรรเงินทุนในระบบเศรษฐกิจมหภาค ความกังวลที่แสดงออกมานี้อาจสวนทางกับกระแสแห่งความลิงโลดเบิกบานอันไร้เหตุไร้ผลอยู่บ้าง(ตามสำนวนแปลวลี Irational Exuberance ของอาจารย์ ไสว บุญมา)  แต่ในภาวการณ์เช่นนี้การมองโลกในแง่ร้ายบ้างอาจเป็นการดี เพราะจะช่วยเพิ่มเกราะป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจให้กับตัวเอง โดยที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินแพงๆ เพื่อให้ใครมาเตือนเรา

เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการละเมิดทางเพศ

            บางสังคมในอดีต เมื่อหัวหน้าหญิงละเมิดทางเพศแก่ลูก

น้องชาย หรือ เกิดการละเมิดทางเพศระหว่างเพศเดียวกัน เช่น 

หญิงกับหญิง หรือ ชายกับชาย จะไม่ถือว่าเป็นการละเมิดทาง

เพศตามกฎหมาย แต่ในบางสังคมปัจจุบัน การติดรูปจาก

นิตยสาร Play Boy ในที่ทำงาน หรือ การพูดถึงรูปร่างของเพศ

ตรงข้าม เช่น อ้วนไป หรือ ผอมไป ถือเป็นการละเมิดทางเพศ
ตามกฎหมาย

สาระสำคัญของบทความชี้ให้เห็น ความสำคัญของปัญหาการ
ละเมิดทางเพศ และ เสนอประเด็นเรื่อง การต่อต้านการละเมิด
ทางเพศ ผ่านการบัญญัติข้อกำหนดทางกฎหมายที่ชัดเจน ซึ่ง
ผมคิดว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ที่น่าตื่นเต้น คือ “เหตุผล” 
ในการต่อต้านการละเมิดทางเพศครับ บทความเสนอ “เหตุผล” 
ในการต่อต้านการละเมิดทางเพศผ่านแบบจำลองทาง
เศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจ ผมอ่านแล้วสนุก เลยอยากนำมาเล่าให้
ผู้อ่านฟัง ลองจินตนาการ 2 กรณีตัวอย่างครับ
กรณีแรก กฎหมายกำหนดให้ คนจนที่รัฐจัดสรรกรรมสิทธิ์ใน
ที่ดิน (เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย หรือ เพื่อทำการเกษตร) ไม่สามารถ
ขายกรรมสิทธิ์ในที่ดิ
นดังกล่าวแก่บุคคลอื่น เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของคนจน
กรณีที่สอง กฎหมายกำหนดให้ นายจ้างไม่สามารถเสนอ
สัญญาจ้าง ในรูปแบบที่นายจ้างจ่ายค่าจ้างสูง และ มีสิทธิในกา
รละเมิดทางเพศลูกจ้าง เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของลูกจ้าง ถ้า
เอาข้อกำหนดทางกฎหมายจาก 2 กรณีตัวอย่างข้างต้นไปถาม
ความคิดเห็นนักเศรษฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์คงหัวเราะใน
กรณีแรก แต่ หัวเราะไม่ออกในกรณีที่สอง ทั้งๆที่ตรรกะของนัก
เศรษฐศาสตร์ในการคัดค้านข้อกำหนดทางกฎหมายทั้งสอง
กรณีเหมือนกันเลยครับ เหมือนกันยังไงเหรอครับ
ในกรณีแรก นักเศรษฐศาสตร์คัดค้านข้อกำหนดทางกฎหมาย
ด้วยเหตุผลว่า การที่กฎหมายกำหนดให้คนจนไม่สามารถขาย
กรรมสิทธิ์ในที่ดินแก่บุคคลอื่น จะทำให้กลุ่มที่เสียประโยชน์ คือ 
"คนจน" เอง เนื่องจาก การที่คนจน (เจ้าของสิทธิ) จะขายสิทธิ 
(ในที่ดิน) แก่บุคคลอื่นหรือไม่ เป็นการประเมิน ประโยชน์จาก
การขายสิทธิ (เงินจากการขายที่ดิน, ที่อยู่ใหม่ที่ดีกว่าเดิม) และ ต้นทุนจากการขายสิทธิ (ต้องหาที่อยู่ใหม่) ของคนจน หากเขา
คิดว่า การขายสิทธิจะทำให้ได้ประ
โยชน์มากกว่าต้นทุน ก็ขาย แต่ถ้าเป็นกรณีตรงข้าม ก็ไม่ขาย
ดังนั้น ข้อกำหนดทางกฎหมายในกรณีแรกตัดทางเลือกของ
คนจนเมื่อเขาพบว่า ประโยชน์ มากกว่า ต้นทุนจากการขายสิทธิ พูดอีกนัยหนึ่ง กฎหมายในกรณีแรกเป็นการริดรอน "สิทธิใ

การขายสิทธิ" ของคนจน และ ทำให้คนจนเสียประโยชน์
หากนักเศรษฐศาสตร์ใช้ตรรกะแบบเดียวกันในกรณีที่สอง นัก
เศรษฐศาสตร์ผู้เชื่อในเสรีภาพของทางเลือก และ ความคงเส้น
คงวาของตรรกะ จำเป็นต้องให้เหตุผลว่า การที่กฎหมาย
กำหนดให้ลูกจ้างไม่สามารถขายสิทธิในการถูกละเมิดทางเพศ
แก่นายจ้าง จะทำให้กลุ่มที่เสียประโยชน์ คือ "ลูกจ้าง" เอง 
เนื่องจากการที่ลูกจ้าง (เจ้าของสิทธิ) จะขายสิทธิ (ในการถูก
ละเมิดทางเพศ) แก่นายจ้างหรือไม่ เป็นการประเมิน ประโยชน์
จากการขายสิทธิ (ได้เลื่อนตำแหน่ง, ได้เงินเดือนเพิ่ม) และ 
ต้นทุนจากการขายสิทธิ (เป็นทุกข์ทั้งกายและใจ, กินไม่ได้นอน
ไม่หลับ) ของลูกจ้าง หากลูกจ้างคิดว่าการขายสิทธิ ทำให้เขา
ได้ประโยชน์มากกว่าต้นทุน ก็ขาย แต่ถ้าเป็นกรณีตรงข้าม ก็ไม่
ขาย ทำให้ข้อกำหนดทางกฎหมายในกรณีนี้ก็เช่นเดียวกับ
กรณีแรก คือ เป็นกฎหมายที่ริดรอน "สิทธิในการขายสิทธิ" ของ
ลูกจ้าง และ ทำให้ลูกจ้างเสียประโยชน์
เห็นไหมครับ ถ้านักเศรษฐศาสตร์ใช้ตรรกะชุดเดียวกันเพื่อคัดค้านข้อกำหนดทางกฎหมายจาก 2 กรณีตัวอย่าง นักเศรษฐศาสตร์ต้องคัดค้านกฎหมายที่ริดรอน "สิทธิในการขายสิทธิ" ทั้งสองกรณี เพราะ ทั้งสองกรณีเป็นการที่ผู้บรรลุนิติภาวะ (ไม่ว่าจะเป็น คนจนที่ต้องการขายสิทธิในที่ดิน หรือ ลูกจ้างที่ต้องการขายสิทธิในการถูกละเมิดทางเพศ) ตัดสินใจเลือกโดยสมัครใจ และ ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
แต่เดี๋ยวก่อนครับ ทำไมเมื่อเราเอา 2 กรณีตัวอย่าง (ที่มีตรรกะในการคัดค้านเหมือนกัน) ไปถามความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์คงหัวเราะ (เพื่อคัดค้าน) กฎหมายที่ริดรอน "สิทธิในการขายสิทธิที่ดิน” กรณีแรก แต่หัวเราะไม่ออก (ลังเลที่จะคัดค้าน) กฎหมายที่ริดรอน "สิทธิในการขายสิทธิการถูกละเมิดทางเพศ" กรณีที่สอง ทำไมครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้คำอธิบายผ่านความถูกผิดด้านศีลธรรมอาจไม่เพียงพอ Basu (2003) เสนอเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ในการต่อต้านการละเมิดทางเพศ (สนับสนุนกฎหมายที่ริดรอน "สิทธิในการขายสิทธิการละเมิดทางเพศ”) ด้วยแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ครับ
แบบจำลองดังกล่าว เปรียบเทียบสวัสดิการแรงงาน ในเรื่อง ค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับ และ ต้นทุนของลูกจ้างในการถูกละเมิดทางเพศ ในสองสถานการณ์ที่มีข้อกำหนดทางกฎหมายแตกต่างกัน เพื่อพิสูจน์ว่า ลูกจ้างจะมีสวัสดิการดีขึ้นในสถานการณ์ที่มีข้อกำหนดทางกฎหมาย "ห้าม" การละเมิดทางเพศถูกบังคับใช้
สถานการณ์แรก เป็นสถานการณ์ที่กฎหมาย "อนุญาต" การละเมิดทางเพศ ทำให้นายจ้างสามารถเสนอสัญญาจ้าง 2 รูปแบบ คือ สัญญา A เป็นค่าจ้างสูง แต่ ลูกจ้างจะถูกละเมิดทางเพศจากนายจ้าง โดยต้นทุนจากการถูกละเมิดทางเพศของลูกจ้างแต่ละคนมีความแตกต่างกัน สัญญา B เป็นค่าจ้างต่ำ แต่ ลูกจ้างไม่ถูกละเมิดทางเพศ สถานการณ์ที่สอง เป็นสถานการณ์ที่กฎหมาย "ห้าม" การละเมิดทางเพศ ทำให้นายจ้างสามารถเสนอสัญญาจ้างได้เพียงรูปแบบเดียวคือ สัญญา C เป็นค่าจ้างกลาง และ ลูกจ้างไม่ถูกละเมิดทางเพศ
ภายใต้ข้อสมมติเรื่องตลาดแรงงานแข่งขันสมบูรณ์ Basu 
(2003) พิสูจน์ให้เห็นว่า ระดับค่าจ้างในสัญญา C (ที่กฎหมาย 
"ห้าม" การละเมิดทางเพศ) จะสูงกว่า ระดับค่าจ้างในสัญญา B 
(ที่กฎหมาย "อนุญาต" การละเมิดทางเพศ) เสมอ ทำให้ลูกจ้างที่
เปลี่ยนจากสัญญา B สู่สัญญา C มีสวัสดิการดีขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น 
จะมีลูกจ้างบางส่วนที่เคยเลือกสัญญา A (ที่กฎหมาย "อนุญาต" 
การละเมิดทางเพศ) เปลี่ยนมาเลือกสัญญา C (ที่กฎหมาย 
"ห้าม" การละเมิดทางเพศ) เมื่อมีการเปลี่ยนกติกาจากข้อ
กำหนดทางกฎหมาย ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าว ทำให้สวัสดิการ
ของลูกจ้างโดยรวมดีขึ้นในสถานการณ์ที่มี กฎหมาย "ห้าม" 
การละเมิดทางเพศ เปรียบเทียบกับ สถานการณ์ที่กฎหมาย 
“อนุญาต” การละเมิดทางเพศ
ข้อพิสูจน์เรื่องสวัสดิการของลูกจ้างที่ดีขึ้นจากแบบจำลองนี้เอง
ครับที่ Basu (2003) ใช้เป็น “เหตุผล” ในการต่อต้านการละเมิด
ทางเพศ (สนับสนุนกฎหมายที่ริดรอน "สิทธิในการขายสิทธิ") 
เหตุผลดังกล่าวไม่ใช่ประเด็นว่าด้วยความถูกผิดด้านศีลธรรม
ครับ เพราะ ผมคิดว่าความถูกผิดด้านศีลธรรม แปรผันตาม 
ระยะเวลา และ ตัวบุคคล
ด้านหนึ่ง ธรรมชาติของเรื่องเพศเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และ 
ซับซ้อน เหตุผลในการต่อต้านการละเมิดทางเพศในบทความ
ก้าวข้ามความถูกผิดด้านศีลธรรม ในความหมายที่ว่า เรื่องเพศ
เป็นเรื่อง “ผิดบาป” และ สังคมต้องกำกับควบคุมอย่างเข้มงวด 
แต่อีกด้านหนึ่ง เหตุผลดังกล่าวก็ไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนการ
กำหนดกฎหมายที่ริดรอน “สิทธิในการขายสิทธิ” ในทุกกรณีไ
ป แต่ลองเปลี่ยนคำในบทความนี้ใหม่ จาก "การต่อต้านการ
ละเมิดทางเพศ" เป็น "ความจำเป็นในการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ" ดูค
รับ  สวัสดิการของแรงงานจะเป็นอย่างไร ในสถานการณ์ที่สังคม
ไม่มีกติกากำหนดมาตราฐานความเป็นอยู่ของแรงงาน (ยินยอม
ให้แรงงานทำงานหนักในภาวะเสี่ยงภัย หรือ ยินยอมให้แรงงาน
รับอัตราค่าจ้างที่ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายที่จำเป็นใน
การดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี) สองเรื่องนี้มันตรรกะเหมือนกันเป๊ะ